“มุกหยก” ไข่มุกแห่งสาหร่าย
เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ cookool studio ผู้เขียนเคยได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ที่น่านับถืออยู่ในประเทศลาวบ้านท่านน่าอยู่มาก ใกล้กับ ริมน้ำโขงแถวๆ ดินแดนปลาโลมาอิระวดี (อย่าแปลกใจเหมือนผู้เขียนตอนแรกก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแม่น้ำโขงก็มีปลาโลมาหัวบาตรกับเขาด้วย) วิวสวยแปลกตา เพราะมีเทือกเขา ฟ้าใส ตัดกับช่วงน้ำโขงกว้างสีคราม แถมด้วยหาดทรายที่ทำให้ได้บรรยากาศคล้ายบ้านตากอากาศริมทะเลทีเดียวเชียวแหละ
โอกาสยิ่งพิเศษไปกว่านั้น เมื่อได้ร่วมโต๊ะอาหารลาวที่มีอาหารละลานตา ทั้งแจ่วบักเลน ที่มีมะเขือเทศเผาเป็นตัวชูโรง อูย....คนอื่นเขารับประทานกันไม่กี่ช้อน ผู้เขียนเล่นรับประทานเป็นถ้วยๆ ทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ครบรส แหม มันอร่อยจริงๆ ยังมีผักเสี้ยนดองรสเปรี้ยวเคี้ยวมันไว้รับประทานแกล้มกับไส้กรอกลาวที่คล้ายๆ กับไส้อั่วผสมกับไส้กรอกอิตาเลียน เค็มกำลังดี หอมสมุนไพรเครื่องเทศ
ยังมีหมกปลา ลาบปลาน้ำโขง แถมด้วยจ่อมกุ้งที่เป็นเนื้อกุ้งจากลำน้ำโขง สับๆ แล้วทำให้มีรสเปรี้ยวเค็มๆ คล้ายลาบ ต่างกันตรงที่เป็นลาบเนื้อกุ้งสดๆ หวานดีเสียจนกุ้งหวาน Amai Ebi ของญี่ปุ่นยังต้องถอย ตักเข้าปากแล้วปั้นข้าวเหนียวดำหุงเสียนุ่มหอมกินรำข้าว เพราะเป็นข้าวเหนียวดำกล้อง เรียกว่าทำเอาผู้เขียนอยากจะไปเรียนทำอาหารลาวเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถามไปถามมาที่เขาทำได้อร่อยก็เพราะพืชผักของเขาสดใหม่ เพิ่งเก็บมาจากไร่ ปลาหรือกุ้งก็เพิ่งจับมาจากลำน้ำโขงที่อยู่ใกล้ หากเรียนวิธีทำไปแล้ว ก็ทำได้ไม่อร่อยเท่า เพราะวัตถุดิบไม่ตรงตามตำราแม่ครัวลาว
ทั้งโต๊ะนั้น ผู้เขียนชิมไปแล้วหมดทุกจาน ขาดก็แต่ชามหนึ่งที่ในนั้นมีลักษณะคล้ายๆ กับแกงเขละๆ มีเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเขียวมรกตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร นับล้านๆ เม็ดเป็นส่วนประกอบเพียงอย่างเดียวในชามนั้น คนใกล้ตัวของผู้เขียนไม่กล้าชิม แถมด้วยหลายๆ คนในโต๊ะก็หวาดๆ ผู้ใหญ่ลาวคะยั้นคะยอให้ชิมอาหารในชามที่เรียกว่า “ผำ” ชามนี้ (ชื่อน่าหวาดเสียวไม่ใช่เล่น คุณผู้อ่านว่าไหม)
ผู้เขียนเลยขอประเดิมตักเข้าปาก แล้วก็พบว่ามัน “หยึ๋ย” ในคำแรกที่รับประทานเข้าไป ก็มันเป็นเม็ดละเอียดจั๊กจี้ลิ้น แต่เมื่อเคี้ยวดูกลับพบว่ามันอร่อยดีทีเดียวแหละ คล้ายกับการรับประทานไข่ปลา อย่าง Masago ซึ่งเป็นไข่ปลา Flying Fish หรือ Smelt แต่คนกลับเรียกเป็นไข่กุ้ง หรือไข่ปลาแซลมอนที่เรียก Ikura ในซูชิ ต่างกันตรงที่มันจะอุ่นๆและหอมด้วยเครื่องเทศสมุนไพร จำพวกตะไคร้ ใบมะกรูด ใบแมงลักประมาณนั้น รสก็เค็มปะแล่มและหวานธรรมชาติ ออกเผ็ดน้อยๆ เหมือนกับทุบพริกแห้งลงไปต้มด้วยสักเม็ดสองเม็ดในน้ำแกงต้มผำ
ตอนแรกผู้เขียนนึกว่าเป็นไข่ปลาของปลาตัวยักษ์ในลำโขง แต่ไม่ใช่เลย เขาว่ามันเป็นสาหร่ายจากลำน้ำโขง ผู้เขียนเองไม่อยากจะเชื่อ เอ๋......สาหร่ายทำไมมันเป็นเม็ดเล็กๆ อย่างนี้ กลับมาเลยมาหาข้อมูลดู
เขาว่าผำเป็นพืชน้ำ อาจเรียกได้ว่าเป็นสาหร่ายสีเขียวชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำจืด คล้ายกับตะไคร่น้ำ ตะไคร่น้ำจะเป็นสาย แต่ผำจะมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ลอยอยู่บนผิวน้ำ เกาะกันเป็นกลุ่มๆ หรือลอยติดกับพืชน้ำอื่นๆ จะเกิดขึ้นมากในช่วงฤดูฝน ไม่เพียงแต่ในลาวเท่านั้นที่รับประทานผำ คนไทยแถบภาคอีสานและภาคเหนือก็รับประทานเหมือนกัน เรียกว่าหากขึ้นตามบึงไหน หนองไหน ต้องมีคนลงไปงมเก็บผำมาทำกับข้าวเป็นแน่
ผู้ให้ความรู้ด้านอาหารอีสานของผู้เขียนก็คือ พี่เลี้ยงของลูกจากยโสธรเธอบอกว่าที่บ้านของเธอเรียก “ไข่ผำ” นิยมนำมาแกงอ่อม เครื่องแกงก็คล้ายแกงอ่อมทั่วไป มีตะไคร้และพริกตำลงไปเพิ่มความหอม โรยใบแมงลักสักหน่อย หากอยากให้หรูก็ตำเนื้อปลาต้มสุกลงไปละลายน้ำด้วย แค่นี้ก็ได้โปรตีนชั้นดีราคาถูกที่หาเก็บได้ตามหนองน้ำ ลงทุนแค่ตาข่ายไนลอนตาถี่สีฟ้าแค่นั้นเอง ส่วนในกรุงเทพฯ ผู้เขียนเองก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะไปหาซื้อที่ไหน หากใครทราบวานบอกด้วย
อาทิตย์ก่อน ผู้เขียนไปเขาใหญ่ เพื่อไปบ้านผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งเมื่อต้นเดือน ส.ค. (ช่วงนี้ชอบเข้าหาผู้ใหญ่...อิอิ) ขากลับแวะ Dairy Home ร้านอาหารอร่อยที่มีนมออร์แกนิกและโยเกิร์ตแบบ SetType ที่หายากในเมืองไทย (นำเสนอไปหลายอาทิตย์ก่อน หากคุณยังจำได้) นอกจากนมแล้ว ผู้เขียนเห็นในเมนูมีสลัดที่มีสาหร่ายชื่อเพราะว่า “มุกหยก” แถมยังมีวางขายด้วย เลยลองซื้อมาทำอาหารที่บ้าน เผื่อว่าจะเหมือนกับผำที่ได้ชิมที่ลาว
เมื่อได้ชิม โดยผู้เขียนนำมาโรยใส่ยำและสลัด รสชาติของสาหร่ายชนิดนี้ เรียกได้ว่า Neutral คือไม่มีกลิ่นรสอะไรเป็นพิเศษ ไม่เค็ม ไม่หวาน ปราศจากกลิ่นคาว กลิ่นดินดังเช่นสาหร่ายน้ำจืดหรือน้ำเค็มทั่วไป สำหรับผู้เขียนแล้วชื่นชอบเนื้อสัมผัสของสาหร่ายชนิดนี้ตรงที่มันจะกรอบๆ กรุบๆ เพราะมันจะคล้ายๆ กับวุ้นแข็งๆ รูปร่างก้อนกลม
เห็นที่ฉลากมีเบอร์โทรศัพท์ เลยต่อสายคุยกับผู้ผลิตสาหร่ายชนิดนี้ ได้ความว่าจริงๆ แล้วสาหร่ายมุกหยกก็มีความใกล้เคียงกันกับ “ผำ” ต่างกันตรงสายพันธุ์ย่อย รูปร่างตามธรรมชาติของมันจะคล้ายกับก้อนวุ้น ขนาดก้อนสะเปะสะปะ ชาวบ้านภาคอีสานแถบมหาสารคาม เรียกสาหร่ายชนิดนี้ว่า เห็ดลาบ ไข่หิน หรือดอกหิน
ด้วยความก้าวหน้าทางวิธีทางจุลชีววิทยา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นำมาพัฒนาเพาะเลี้ยงด้วยสภาวะที่สาหร่ายชอบ จึงได้สาหร่ายมุกหยก หรือ Noctoc Commune ที่มีขนาดก้อนกลมดิก เนื้อแน่นขึ้น ดูน่ารักน่ากินคล้ายกับไข่ปลา ไม่น่า “หยึ๋ย” เหมือนกับการรับประทานสาหร่ายสดๆ จากหนองน้ำ
จริงๆ แล้วสาหร่ายนอสตอกตามธรรมชาตินั้น มีการรับประทานกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในหลายประเทศ อย่างในเมืองจีนเขาจะเรียกว่า “Ko Xian Mi” ชาวจีนเชื่อว่าการรับประทานสาหร่ายชนิดนี้จะช่วยให้เกิดภาวะเย็นในร่างกาย รักษาโรคเกาต์ และป้องกันอาการตาบอดในเวลากลางคืน ตรงกับงานวิจัยที่ว่าสาหร่ายมุกหยกนั้นมีวิตามินบีสูง
ส่วนชาวญี่ปุ่นนั้นก็รับประทาน Nostoc กันไม่น่าสงสัยเลย ชาวญี่ปุ่นถือว่ารับประทานสาหร่ายมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งสาหร่ายน้ำเค็มและน้ำจืด เรียกได้ว่าหากคุณรับประทานอาหารญี่ปุ่น 1 มื้อ รับรองว่าคุณต้องได้รับประทานสาหร่ายไม่ต่ำกว่า 2 ชนิดแน่ หากคุณเจอ Ishikurage ก็เป็นอันทราบได้เลยว่าเป็นสาหร่ายชนิดเดียวกันกับสาหร่ายมุกหยก ชาวญี่ปุ่นเขาว่ารับประทานสาหร่ายนี้แล้วจะช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แถมยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ตรงกับการวิจัยของสหรัฐอเมริกาที่ว่า การรับประทานเส้นใยทั้งแบบที่ละลายน้ำได้และแบบไม่ละลายน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวก็สาหร่ายไม่ว่าพันธุ์ไหนๆ ก็เต็มไปด้วยเส้นใยเพียบ แถมไขมันยังน้อย เพียงแค่อยู่ในระดับ 0.30% เอง
ที่ผู้เขียนชอบอีกข้อหนึ่งก็คือ ตอนนี้กำลังฮิตฝึกโยคะ หากเย็นวันไหนรับประทานเนื้อสัตว์มากๆ เช้ามาจะรู้สึกตัวหนักฝึกโยคะได้ไม่ดี แต่จะไม่รับประทานโปรตีนเลย กล้ามเนื้อก็คงจะฝ่อลงทุกวันๆ เลยต้องพึ่งโปรตีนทางเลือกนอกเหนือจากเนื้อสัตว์ เช่น จากเต้าหู้ในถั่วเหลือง แล้วตอนนี้ได้เพิ่มมาอีกแหล่งแล้วก็คือสาหร่ายมุกหยกนี่แหละ
ข้อดีอีกข้อที่ผู้ผลิตบอกก็คือ สาหร่ายมุกหยกในรูปแบบที่วางขายนั้น ผ่านกรรมวิธีทางความร้อนและความเย็นมาแล้ว จะช่วยให้เก็บรักษาในตู้เย็นได้นานเป็นเดือน แต่ถ้าเปิดไว้แล้วผู้เขียนว่ารีบรับประทานให้หมดภายในอาทิตย์ 2 อาทิตย์จะดีกว่า สาหร่ายมุกหยกที่เพาะเลี้ยงเพื่อขายนั้นจะอยู่ในสภาพปิดคล้ายกับห้องแล็บ ทำให้สบายใจได้อีกข้อว่าไม่ต้องกลัวพวกโลหะหนักที่อาจปนเปื้อนในสาหร่ายตามธรรมชาติ หรือพวกแบคทีเรียที่น่ากลัวที่อาจทำให้ป่วยได้อีก
ส่วนจะหาซื้อได้ที่ไหนนั้น ทราบมาว่ามีวางขายที่ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็ร้านขายของสไตล์สุขภาพอื่นๆ บอกไว้ก่อนเลยว่าผู้เขียนไม่ได้ค่าโฆษณานะ เพียงแต่ได้ชิมแล้วอยากให้ลองกันดู เพราะมันก็เป็นโปรตีนทางเลือกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ